การเริ่มต้นธุรกิจอาหารตามสั่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการสร้างรายได้เสริมหรือประกอบเป็นอาชีพหลัก หลายคนเริ่มต้นจากการขายอาหารที่บ้าน ร้านเล็กๆ ริมทาง แผงลอยหรือผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีออนไลน์ แม้ธุรกิจจะเริ่มต้นในสเกลเล็ก แต่มีคำถามสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ผู้ขายอาหารตามสั่งจำเป็นต้องเสียภาษีหรือไม่?
คำตอบสั้นๆ คือ “ต้องเสีย” ผู้ขายอาหารอาจมีภาระภาษีในประเทศไทย ทั้งนี้ ประเภทและจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับรายได้จากธุรกิจ รายได้รวมต่อปี รูปแบบการดำเนินธุรกิจ และสถานะว่าเป็นการประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (บริษัท)
การขายอาหารตามสั่งถือเป็นรายได้ตามกฎหมาย มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี แต่จะเสียภาษีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว การทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านภาษีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถบริหารจัดการการเงิน หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด และดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.)
รายได้จากการขายอาหารตามสั่งจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (ภ.ง.ด. 90/94)
เกณฑ์การยื่นภาษี: หากเป็นคนโสดที่มีรายได้จากการขายเกิน 60,000 บาท/ปี (หรือมีคู่สมรสแล้วรวมรายได้เกิน 120,000 บาท/ปี) มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษี
การหักค่าใช้จ่าย: สามารถเลือกระบบหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ:
หักแบบเหมา 60%: (ไม่ต้องใช้ใบเสร็จ เหมาะกับร้านทั่วไป)
หักตามจริง: (ต้องมีใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่าร้านครบถ้วน)
เกณฑ์การต้องจ่ายเงินภาษี: เมื่อนำรายได้ทั้งหมด หักค่าใช้จ่าย 60% แล้ว หักค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท) และค่าลดหย่อนอื่น ๆ (เช่น บุตร, ประกันชีวิต) ออกแล้ว หาก เงินได้สุทธิเหลือไม่เกิน 150,000 บาท/ปี จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องจ่ายภาษีสักบาท แต่ถ้าเกิน 150,000 บาท จะคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้าเริ่มต้นที่ 5%
ตัวอย่างการคำนวณ (หักเหมา 60%):
ขายอาหารได้ยอดขายรวมทั้งปี 500,000 บาทหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 300,000 บาท
คงเหลือเงินได้ก่อนลดหย่อน = 200,000 บาทหักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท
เงินได้สุทธิคงเหลือ = 140,000 บาท
(เนื่องจากไม่เกิน 150,000 บาท กรณีนี้ยื่นภาษีตามปกติ แต่ ไม่ต้องจ่ายภาษีเลยสักบาท)
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
หากยอดขายรวมทั้งปี ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท: ไม่ต้องจดและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากยอดขายรวมทั้งปี เกิน 1.8 ล้านบาท: กฎหมายบังคับให้ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกิน และต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้าเพื่อนำส่งสรรพากรทุกเดือน
3. ภาษีป้าย และภาษีที่ดิน (ท้องถิ่น)ภาษีป้าย:
หากหน้าร้านมีการแขวนหรือติดป้ายชื่อร้าน ป้ายเมนู หรือโลโก้ จะต้องชำระภาษีป้ายต่อเทศบาลหรือ อบต. ในพื้นที่ปีละ 1 ครั้ง (อัตราภาษขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทภาษาของป้าย)
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: หากเป็นเจ้าของตึกหรืออาคารที่ใช้เปิดร้าน จะมีภาษีท้องถิ่นรายปีตามประเมินของพื้นที่
รอบการยื่นภาษีประจำปี (สำหรับบุคคลธรรมดา)
ภ.ง.ด. 94 (ภาษีครึ่งปี): นำรายได้ช่วงมกราคม – มิถุนายน ยื่นภายในเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของทุกปี
ภ.ง.ด. 90 (ภาษีสิ้นปี): นำรายได้ทั้งปี (มกราคม – ธันวาคม) ยื่นภายในเดือนมกราคม – มีนาคม ของปีถัดไป
ธุรกิจอาหารขนาดเล็กจะเตรียมตัวสำหรับการชำระภาษีได้อย่างไร?
การบริหารจัดการทางการเงินที่ดีจะช่วยให้การเตรียมตัวเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก ต่อไปนี้คือขั้นตอนปฏิบัติที่ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กสามารถนำไปปรับใช้ได้
แยกการเงินส่วนตัวออกจากธุรกิจ โดยใช้บัญชีธนาคารหรือช่องทางการชำระเงินแยกต่างหากสำหรับธุรกรรมทางธุรกิจ
บันทึกยอดขายรายวัน โดยจดบันทึกจำนวนอาหารที่ขายได้ ราคาขาย ยอดรับเงินสด และยอดโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
เก็บเอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
ติดตามรายได้ต่อปี เพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจใกล้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอยู่ที่ 1.8 ล้านบาทหรือไม่
ตรวจสอบภาระภาษีอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากกฎเกณฑ์ด้านภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง และการเติบโตของธุรกิจอาจส่งผลต่อภาระภาษีที่ต้องรับผิดชอบ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น โดยนักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านภาษีสามารถช่วยแนะนำเกี่ยวกับการจัดประเภทรายได้และวิธีการหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมได้
การขายอาหารตามสั่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรายได้ ไม่ว่าจะดำเนินการจากที่บ้าน เช่าร้านขนาดเล็ก หรือขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านอาหารควรตระหนักว่ารายได้จากธุรกิจอาจต้องเสียภาษี แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม
ในประเทศไทย ผู้ขายอาหารที่เป็นบุคคลธรรมดาอาจมีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในขณะที่ธุรกิจที่มีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ส่วนในกรณีที่เป็นนิติบุคคล ก็อาจมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยเช่นกัน
แนวทางที่ดีที่สุดคือการจัดทำบันทึกยอดขายที่ถูกต้อง เก็บเอกสารค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ ติดตามรายได้ต่อปี และทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านภาษีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบธุรกิจของตน
