การเริ่มต้นธุรกิจอาหารตามสั่งอาจเป็นโอกาสอันน่าตื่นเต้นสำหรับผู้ประกอบการที่รักการทำอาหารและต้องการเสิร์ฟอาหารอร่อยๆ ให้กับลูกค้า ความสำเร็จในธุรกิจประเภทนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติเพียงอย่างเดียว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดว่าร้านอาหารของคุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวคือการบริหารต้นทุนและกลยุทธ์การกำหนดราคาที่เหมาะสม
การกำหนดราคาขายอาหารตามสั่งให้เหมาะสมกับต้นทุนและคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ ขั้นตอนการคำนวณและปัจจัยที่ควรพิจารณาเพื่อตั้งราคาที่สมเหตุสมผลและทำกำไรได้ดีกัน
1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนอาหาร
ต้นทุนอาหาร หมายถึง ค่าใช้จ่ายจริงที่ต้องใช้ในการเตรียมอาหารแต่ละจาน ซึ่งรวมถึง:
วัตถุดิบ (เนื้อสัตว์, ผัก, ข้าว, ซอส, เครื่องปรุงรส)
น้ำมันปรุงอาหาร แก๊ส หรือไฟฟ้า
วัสดุบรรจุภัณฑ์ (สำหรับซื้อกลับบ้านหรือจัดส่ง)
เครื่องปรุงรสและเครื่องเคียง
การทราบแน่ชัดว่าต้นทุนในการเตรียมอาหารแต่ละจานคือเท่าไร จะทำให้คุณสามารถกำหนดราคาขายที่ให้ผลกำไรมากกว่าขาดทุน
วิธีคำนวณ:
นำราคาวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ใน 1 จานมาบวกกัน เช่น ข้าวผัดกะเพราหมูสับ 1 จาน:
ข้าวสาร 1 ทัพพี: 5 บาท
หมูสับ 50 กรัม: 10 บาท
พริก, กระเทียม: 3 บาท
ใบกะเพรา: 2 บาท
น้ำมัน, ซอสปรุงรส: 3 บาท
รวมต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน: 23 บาท
คำนวณค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายแปรผัน
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องนำมาคิดรวมด้วย เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะยาว:
ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs): คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย เช่น ค่าเช่าร้าน, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ
ค่าใช้จ่ายแปรผัน (Variable Costs): คือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนการผลิต เช่น ค่าบรรจุภัณฑ์ (กล่องโฟม, ถุงพลาสติก), ค่าถุงพลาสติกหูหิ้ว, ค่ากระดาษทิชชู
2. การสร้างสมดุลระหว่างราคาและคุณภาพ
ลูกค้ามักจะเปรียบเทียบขนาด รสชาติ และการนำเสนอกับราคาที่จ่ายไป หากราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพ พวกเขาอาจไม่กลับมาอีก ในทางกลับกัน หากราคาต่ำเกินไป คุณอาจดึงดูดลูกค้าได้แต่สุดท้ายก็หมดกำไร
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ:
ใช้วัตถุดิบสดและมีคุณภาพ
ปรับขนาดส่วนให้เหมาะสม
ตั้งราคาให้สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของมื้ออาหาร
ยกตัวอย่างเช่น หากผัดกะเพราหมูจานหนึ่งราคา 35 บาท คุณก็ไม่ควรขายในราคา 40 บาท หากต้องการความยั่งยืนในระยะยาว ราคาที่เหมาะสมอาจอยู่ที่ 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ
3. การพิจารณาต้นทุนที่ซ่อนอยู่
นอกจากส่วนผสมแล้วอย่าลืมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น:
ค่าเช่าหรือค่าบำรุงรักษาร้านค้า
เงินเดือนพนักงาน (หากคุณจ้างพ่อครัวหรือพนักงานเสิร์ฟ)
สาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ต
ค่าธรรมเนียมการตลาดและการจัดส่งแอป
ควรคำนวณต้นทุนที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ด้วยเมื่อกำหนดราคาขาย
กำหนดเปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ
ธุรกิจอาหารตามสั่งส่วนใหญ่จะตั้งเป้าเปอร์เซ็นต์กำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่ประมาณ 30-50% ครับ ถ้าคุณภาพวัตถุดิบดีเยี่ยม หรืออยู่ในทำเลดี มีคนเยอะ อาจตั้งกำไรได้สูงขึ้น
วิธีคำนวณ:
สมมติว่าคุณต้องการกำไร 40% จากต้นทุนวัตถุดิบ
ต้นทุนวัตถุดิบ (กะเพราหมูสับ): 23 บาท
กำไรที่ต้องการ (40%): 23 x 0.40 = 9.2 บาท
ราคาขายที่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: 23 + 9.2 = 32.2 บาท
4. การสร้างความไว้วางใจของลูกค้า
ลูกค้าให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และความสม่ำเสมอ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าคุณภาพอาหารคุ้มค่ากับราคา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ร้านที่สะอาด บริการที่เป็นมิตร และรสชาติที่คงที่ ล้วนเพิ่มมูลค่าที่ลูกค้ายินดีจ่าย
5. กลยุทธ์การกำหนดราคาอย่างชาญฉลาด
เสนอขนาดส่วนที่แตกต่างกัน (เล็ก, ปกติ, ใหญ่) เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณที่แตกต่างกัน
สร้างชุดอาหารคอมโบที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นทั้งสำหรับคุณและลูกค้าของคุณ
ปรับเมนูของคุณตามฤดูกาลตามต้นทุนวัตถุดิบ หลีกเลี่ยงการขายอาหารที่มีราคาแพงเกินไปในบางช่วงของปี
การทำธุรกิจอาหารตามสั่งไม่ได้หมายถึงแค่การทำอาหารรสเลิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการทางการเงินอย่างชาญฉลาดด้วย การคำนวณต้นทุนอาหารอย่างรอบคอบ การกำหนดราคาที่เป็นธรรม และการรักษาคุณภาพอาหาร จะช่วยให้คุณสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน สร้างความพึงใจให้กับลูกค้าและสร้างผลกำไรในระยะยาว